แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วุ้นเส้น…กินแทนข้าวช่วยลดอ้วนได้





ถ้าเป็นเรื่องของการลดความอ้วน เราเชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงค้นหาสารพัดวิธีเพื่อมาปรนนิติเรือนร่างจากที่มีเนื้ออวบอิ่มก็คงทำหลากหลายวิธีเพื่อให้ตัวเองกลับมามีหุ่นผอม เพรียวสวยอีกครั้ง เอาล่ะ ในวันนี้เราก็ไม่พลาดที่จะนำเทคนิคเรื่องอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพแถมยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนให้สาวๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงไดเอทให้สามารถทานได้อย่างไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไปเลย ว่าแต่เมนูที่ว่านั้นคืออะไร มาดูกันเลยค่ะ

อาหารที่สามารถช่วยคุณสาวๆ ลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถกินแทนข้าวจนอิ่มได้เลยนั่นก็คือวุ้นเส้นนั่นเองค่ะ เนื่องจากวุ้นเส้นทำมาจากถั่วเขียวจึงไม่ก่อให้เกิดความอ้วนแน่นอน โดยเมนูอาหารที่ทำจากวุ้นก็มีหลากหลายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น แกงจืดวุ้นเส้นหมูสับ ยำวุ้นเส้น และสุกี้น้ำ-แห้งนั่นเองค่ะ งานนี้ใช้วุ้นเส้นเป็นพระเอกล้วนๆ รับรองว่าคุณสามารถกินแทนข้าวจนอิ่มแปล้ได้อย่างพุงกางไปเลยทีเดียว

และหากต้องการให้น้ำหนักลดลงโดยเร็ว ควรกินวุ้นเส้นเป็นประจำควบคู่กับการออกกำลังกายไปในตัวนะคะ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับล้างไขมันได้ดีที่สุด ทำให้น้ำหนักลดลงโดยเร็วนั่นเอง ดังนั้น หันมากินวุ้นเส้นพร้อมผักและผลไม้ให้มากๆ หุ่นดี รูปร่างสวยย่อมเป็นของคุณในเร็ววันแน่นอนค่ะ


ดูข้อมูลที่  http://pannfitlooking.blogspot.com/


สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

เบอร์โทร 0859083178

อีเมล์pannfit@gmail.com

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผิวสวยผุดผ่องจากภายในแถมห่างไกลจากความอ้วน


นอกจากการดูแลผิวพรรณภายนอกให้สวยกระจ่างใสได้แล้ว การดูแลผิวพรรณให้สวย ผุดผ่องจากภายในก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน และอีกเช่นเคย เราไม่พลาดที่จะนำเทคนิควิธีการดูแลผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอกมาฝากกันอยู่แล้วค่ะ




1.กินอาหารเพื่อสุขภาพผิว – ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ให้ผิวพรรณสามารถสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูตัวเองให้เกิดเซลล์ผิวที่แข็งแรงได้ นอกจากนี้ ผักและผลไม้ที่มีวิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นต่อร่างกายยังช่วยให้ผิวกระจ่างสดใสได้ และการกินผลไม้ที่ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก อย่างลูกพรุน มะละกอ ฯลฯ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่เผยผิวกระจ่างใสได้เช่นกัน




2.ดื่มน้ำให้เพียงพอ –การดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว เป็นการคืนอาหารผิวชั้นเยี่ยมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าการดื่มน้ำมักทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีความชุ่มชื้นเสมอ ยิ่งสำหรับสาวผิวแห้ง แนะนำให้พกพาขวดน้ำไว้ดื่มเรื่อยๆ เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูเซลล์อ่อนล้าให้เปล่งปลั่ง แข็งแรงได้เป็นอย่างดี ทำให้ร่างกายและสมองสดชื่นเต็มที่






3.นอนพักผ่อนให้เต็มอิ่ม– การนอนวันละ 7-8ชั่วโมงหรือนอนให้ร่างกายรู้สึกเต็มอิ่ม พบว่าหลังจากตื่นนอนมาแล้วผิวพรรณจะไม่เหี่ยวแห้งหรือทรุดโทรมแต่อย่างใด แต่หากเมื่อไรที่คุณนอนหลับไม่เพียงพอเมื่อนั้นคุณจะพบความหมองคล้ำ บนสภาพผิวอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งสดใสอย่างใจ เนื่องจากการนอนหลับให้เต็มอิ่มจะทำให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังไปพร้อมกันนั่นเอง




4.ออกกำลังกาย –ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ช่วยเผยผิวพรรณสดใสให้คุณได้ หากต้องการผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ สุขภาพแข็งแรงแล้ว ผิวพรรณย่อมดีตามแน่นอน



อย่าลืมนำเทคนิควิธีดูแลผิวสวยผุดผ่องจากภายในไปใช้กันนะคะ รับรองคุณจะมีผิวพรรณสวยสมใจได้ไม่ยาก และใครที่เข้าใกล้เป็นต้องสะดุดตาไปตามๆ กันแน่นอน


ดูข้อมูลที่  http://pannfitlooking.blogspot.com/


สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

เบอร์โทร 0859083178

อีเมล์pannfit@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กินไอศกรีมอย่างไรไม่อ้วน




การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่เราต้องใจแข็งเพื่อเอาชนะอุปสรรคกันอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงมั้ยคะ กับการเริ่มต้นทำทุกวิธีการเพื่อให้ตัวเองมีหุ่นสวยเพอร์เฟคอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากการกินของโปรดอย่างไอศกรีมจะเป็น
อีกหนึ่งอย่างที่คุณชื่นชอบเป็นที่สุดล่ะ จะทำอย่างไร

จึงจะหักห้ามใจไหวไม่ให้ตัวเองหันไปลองลิ้มชิมไอศกรีมจนส่งผลให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ในวันนี้ขอบอกว่าคุณไม่ต้องเคร่งครีดกับวิธีนี้มากเกินไปแล้วล่ะ เพราะเรามีวิธีการทานไอศกรีมสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงไดเอ็ตมาฝากกัน จะเป็นอย่างไรนั้นตามมาอ่านกันเลยค่ะ

เป็นที่ทราบกันดีว่าการทานไอศกรีมนั้นเสี่ยงที่จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่หากคุณใช้สติในการกินให้มากขึ้น คุณจะพบว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้การกินไอศกรีมรสโปรดของคุณไม่เป็นปัญหาต่อการลดน้ำหนักอีกต่อไป นั่นก็คือการเลือกทานไอศกรีมที่มีไขมันต่ำนั่นเองค่ะ สมัยนี้มีไอศกรีมรสโปรดที่คุณชื่นชอบหลากหลายรสวางจำหน่ายแล้ว แถมยังเป็นแบบชนิดไขมันต่ำอีกด้วย นอกจากนี้ คุณอาจจะเลือกแบบไอศกรีมโยเกิร์ตก็ได้เช่นกัน เน้นรสชาติของผลไม้จะยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์คุณสดชื่น แจ่มใส อารมณ์ดีไปทั้งวันอีกด้วย

เห็นมั้ยคะว่า การน้ำหนักอย่างได้ผลนั้นควรมาพร้อมกันกับการลดหย่อนไม่เคร่งครัดเกินไป ให้เวลาตัวเองสักหนึ่งวันเพื่อเติมรางวัลให้ตัวเองได้กินอาหารที่ชื่นชอบบ้าง แต่จะให้ดีไม่ควรทานเยอะเกินไปค่ะ และยิ่งกับการกินไอศกรีมที่เราแนะนำมานี้ก็มีส่วนช่วยไม่ให้น้ำหนักคุณขึ้นตามได้เป็นอย่างดีทีเดียว สาวๆ คนไหนที่กำลังต้องการกินของหวานๆ สักชิ้นอย่างให้ชุ่มชื้นหัวใจ แต่กลัวน้ำหนักจะขึ้น ลองหันมากินไอศกรีมไขมันต่ำดูสิคะ รับรองน้ำหนักยังคงที่ไม่ขยับขึ้นแน่นอนค่ะ




สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่


คุณวราพร แคล้วศึก โทร 085-9083178


ดูรายละเอียดที่ http://pannfitlooking.blogspot.com/



วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โรคอ้วนลงพุง ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดา

โรคอ้วนลงพุง ไม่ใช่แค่ความอ้วนธรรมดา แต่เป็นภาวะอ้วนที่มีไขมันสะสมบริเวณช่วงเอว หรือช่องท้องปริมาณมาก ๆ และก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายหลายระบบ ในทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Metabolic syndrome ถือเป็นกลุ่มความผิดปกติที่ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย ดังนั้นภาวะอ้วนลงพุง จึงนับว่าเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้


ไขมันที่พุงอันตรายกว่าไขมันส่วนอื่นของร่างกายอย่างนั้นหรือ?


         
โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นไขมันตรงส่วนใด หากมีมากเกินไปก็ถือว่าไม่ดีทั้งนั้น แต่ไขมันที่สะสมในช่องท้องหรือบริเวณพุงจะสลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ส่งผลให้ในกระแสเลือดมีกรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยกรดไขมันชนิดนี้จะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง และอาจส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตีบและอุดตันได้

          พบว่าในคนอ้วนลงพุงจะมีระดับฮอร์โมน Adiponectin ในกระแสเลือดลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบในเซลล์ไขมันเท่านั้น ระดับ Adiponectin ในเลือดที่ต่ำจะสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเป็นตัวทำนายการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

          นอกจากนี้ เชื่อว่าความอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลิน ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการสะสมไขมันในเนื้อตับ เพราะกรดไขมันอิสระที่ออกมาจากไขมันบริเวณพุงจะเข้าสู่ตับโดยตรงได้มากกว่าไขมันบริเวณสะโพก ซึ่งกรดไขมันที่สะสมภายในตับหากเกิดในช่วงที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนเกินที่สารต้านอนุมูลอิสระสามารถรับมือไหว จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับตามมาอีกด้วย ดังนั้นคนที่อ้วนลงพุงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคตับมากกว่าคนที่มีไขมันสะสมที่สะโพก


โรคอ้วน


คุณ! พุงโตเกินไปหรือไม่?


          รอบเอวเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนที่ง่ายและชัดเจนโดยไม่ต้องใช้การคำนวณ สำหรับคนเอเชีย ในปัจจุบันการวินิจฉัยว่าใครจัดอยู่ในกลุ่มโรคอ้วนลงพุงบ้าง จะใช้เกณฑ์ดังนี้

           -เส้นรอบเอวของผู้ชายตั้งแต่ 36 นิ้วขึ้นไป และสำหรับผู้หญิงตั้งแต่ 32 นิ้วขึ้นไป

           -มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 150 มก./ดล.

           -มีระดับ HDL คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 มก./ดล.ในผู้หญิง

           -ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่

           -ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า 100 มก./ดล.


          
พบว่าผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเพียง 3 ข้อจากเกณฑ์ข้างต้น จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มเป็น 3 เท่า และเกิดโรคเบาหวานเพิ่มถึง 24 เท่า
          นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ อีกที่ส่งผลให้เกิด Metabolic syndrome อาทิ ยิ่งอายุมากก็มีโอกาสเป็นสูงขึ้น พบว่าคนผิวดำจะมีโอกาสพบโรคมากกว่า คนอ้วนมีความเสี่ยงมากกว่าคนผอม ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง นอกจากนั้นยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอื่นๆ ได้ง่าย เช่น ความดันโลหิต เป็นต้น


ลดพุง...ลดโรค

       
   การรักษา Metabolic syndrome หรือ โรคอ้วนลงพุง นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตเป็นอันดับแรก เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ควบคุมอาหารที่รับประทาน บริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดการดื่มสุรา ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน หรือความดันโลหิตได้ อาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาในการควบคุมร่วมด้วย เป้าหมายในการใช้ยาก็เพื่อลดระดับไขมัน Triglyceride เพิ่มระดับไขมัน HDL(ทำหน้าที่เก็บกวาดคอเลสเตอรอลจากหลอดเลือดไปขจัดที่ตับ นับว่าเป็นไขมันชนิดดี) และลดระดับไขมัน LDL(ทำหน้าที่นำคอเลสเตอรอลออกจากตับไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ถือว่าเป็นไขมันชนิดไม่ดี) ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวาน

          พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งพุงโตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะสมโรคมากขึ้นนั่นเอง รู้อย่างนี้แล้ว หันมาออกกำลังกายวันละนิด ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมทีละน้อย ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัย นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวแล้ว ยังเป็นเหมือนเกราะป้องกันโรคภัยต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย...



สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่ายที่


คุณวราพร แคล้วศึก โทร 085-9083178


ดูรายละเอียดที่ http://pannfitlooking.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โรคอ้วน


1.อ้วนแบบลูกแอปเปิ้ล (apple-shape obesity) หรือ อ้วนลงพุง (central obesity) คือคนอ้วนที่มีรอบเอวใหญ่กว่ารอบสะโพก เกิดจากมีไขมันสะสมมากในช่องท้องและอวัยวะภายใน ไขมันที่อยู่ในอวัยวะภายในนี้จะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง



2.อ้วนแบบลูกแพร์ (pear-shape obesity) หรืออ้วนชนิดสะโพกใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่พบในเพศหญิง โดยจะมีไขมันสะสมอยู่มากบริเวณสะโพกและน่อง อ้วนลักษณะนี้ยากต่อการลดน้ำหนัก แต่โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ จะน้อยกว่าชนิดแรก




3.อ้วนทั้งตัว (generalizedobesity) ได้แก่ คนอ้วนที่มีไขมันทั้งตัวมากกว่าปกติกระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยรอบ มีทั้งลงพุงและสะโพกใหญ่ รวมถึงมีโรคแทรกซ้อนทุกอย่างดังกล่าว และโรคที่เกิดจากน้ำหนักตัวมากโดยตรง เช่น โรคทางไขข้อ ปวดข้อ ข้อเสื่อม ปวดหลัง เหนื่อยง่าย หายใจลำบากเพราะไขมันสะสม ทำให้ระบบหายใจทำงานติดขัด




สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนเกิดจากการที่คนเราใช้พลังงานน้อยกว่าที่ได้รับจากการ รับประทานอาหาร พลังงานที่ได้จึงมากเกินความต้องการในแต่ละวัน ทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย


1.กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 40

2.นิสัยจากการรับประทานอาหารคนที่มีนิสัยการรับประทานอาหารไม่ดี หรือที่เรียกกันว่ากินจุบจิบ ไม่เป็นเวลา ก็ทำให้อ้วนขึ้นได้

3.การไม่ออกกำลังกาย ถ้ารับประทานอาหารมากเกินพอดี แต่ออกกำลังกายบ้าง ก็อาจทำให้ยืดเวลาความอ้วน แต่ถ้ารับประทานอาหารที่มากเกินพอดีแล้วนั่งๆ นอนๆ โดยไร้ซึ่งการยืดเส้นยืดสาย ในไม่ช้าก็จะเกิดการสะสมไขมันในร่างกาย

4.อารมณ์และจิตใจมีบางคนที่รับประทานอาหารตามอารมณ์และจิตใจ เช่น กินเพื่อดับความโกรธแค้น กลุ้มใจ กังวลใจ คนเหล่านี้จะรู้สึกว่าอาหารทำให้ใจสงบ จึงยึดอาหารไว้เป็นสิ่งสร้างความสบายใจ แต่ในทางกลับกัน คนที่รู้สึกเสียใจ กลุ้มใจ กินอาหารไม่ได้ ถ้าในระยะเวลานานๆ ก็มีผลทำให้เกิดการขาดอาหารได้

5.ความไม่สมดุลกับความรู้สึกอิ่ม ความหิว ความอยากอาหาร เมื่อใดที่ความอยากกินเพิ่มขึ้น การบริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจถึงขั้นกินจุ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดความอ้วน

6.เพศผู้หญิงอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะโดยธรรมชาติมักสรรหา อาหารมากินได้ตลอดเวลา อีกทั้งผู้หญิงจะต้องตั้งครรภ์ ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้น เพราะต้องกินอาหารมากขึ้นเพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ และหลังคลอดบุตรแล้วก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงให้เท่ากับเมื่อก่อนตั้งครรภ์ได้

7.อายุเมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะอ้วนก็เพิ่มขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานน้อยลง


9.ยาผู้ป่วยบางโรคจะได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทำให้อ้วนได้ และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือใช้ยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน

สาวๆ รู้สาเหตุที่มาของโรคอ้วนกันแล้วดังนั้นจึงควรป้งกันแล้วดูแลสุขภาพอย่าให้เกิดโรคได้นะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วนหรือโรคอื่นๆ "การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"


  สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที

  คุณ วราพร แคล้วศึก  โทร. 0859083178

     อีเมล์   pannfit@gmail.com

       ดูข้อมูลที่  http://pannfit.blogspot.com

       หรือ http://www.pannfitlooking.blogspot.com



สาเหตุของโรคอ้วนแก้ไขได้จ้าาาาาาาาา





1.  พันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูง




2.  รับประทานอาหารมากเกินไป แล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย กล่าวคือ พลังงานที่ได้รับจากการ





รับประทานมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในการออกกำลังกาย เช่น ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรี่
สูง เช่น หนังไก่ทอด มันหมู หมูสามชั้น ขาหมู ครีม เค้ก ฯลฯ แล้วไม่ยอมหาเวลาว่างออกกำลังกายเพื่อ
ให้มีการใช้พลังงานที่ได้รับเข้ามา

3.  พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสมทำให้มีการใช้พลังงานต่ำ และทำให้เสียโอกาสใน




การทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อ สุขภาพ เช่น การจราจรติดขัดในกรุงเทพ ทำให้

คนส่วนใหญ่ต้องนั่งเฉยบนรถยนต์หลายชั่วโมงต่อวัน ลักษณะงานที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา 

พฤติกรรมชอบรับประทานอาหารจุกจิก เป็นต้น

4.  โรคบางชนิด เช่น Cushings Syndrome ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อ้วน 




โดยสาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย จนทำให้อ้วนบริเวณใบหน้า ลำตัว 

ต้นคอด้านหลัง แต่แขนขาจะเล็ก และไม่มีแรง ในกรณีนี้จะต้องรักษาที่ต้นเหตุคือ ฮอร์โมนที่มีความผิดปกติจึงจะสามารถหายอ้วนได้

สำหรับการรักษาโรคอ้วนนี้ วิธีการรักษาที่ดีควรต้องมีการผสมผสานการรักษาหลายวิธีร่วมกัน 

คือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่วน

การรักษาโดยใช้ยานั้นต้องใช้ในกรณีจำเป็นต่อการรักษาโรคอ้วนจริง ๆ และมักต้องอาศัยการรักษา

ด้วยยาร่วมกับวิธีอื่น ๆ หรือถึงแม้ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา ถ้าต้องการลดน้ำหนักก็ต้องอาศัยทั้ง 


         สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
คุณ วราพร แคล้วศึก  โทร. 0859083178

     อีเมล์   pannfit@gmail.com

       ดูข้อมูลที่  http://pannfit.blogspot.com

       หรือ http://www.pannfitlooking.blogspot.com