ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน(Woman Plus)
ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนจัดเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญลำดับต้น
ๆ ในปัจจุบัน โดยเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่าง
ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง
โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า ดัชนีมวลกายของคนปกติควรมีค่าอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 แต่สำหรับคนเอเชียแล้ว
ถ้ามีค่าดัชนีมวลกาย >23 ถือว่า มีภาวะน้ำหนักเกิน และถ้ามากกว่า 25 ถือได้ว่าเป็นโรคอ้วน
ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI)
ค่าดัชนีมวลกายเปรียบเหมือนการหาความหนาแน่นของร่างกาย
โดยสามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัวและส่วนสูง
ดังนี้
ดัชนีมวลกาย
= น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง
โดยค่าดัชนีมวลกายเป็นการประเมินภาวะน้ำหนักเกินแบบง่าย
ๆ แต่ไม่สามารถใช้ในการประเมินบุคคลบางกลุ่มได้ เช่น สตรีมีครรภ์ นักเพาะกายอาชีพ
เด็กวัยกำลังเจริญเติบโต (อายุ <18 ปี)

สำรวจความอ้วนด้วยตัวเอง
นอกเหนือจากค่าดัชนีมวลกายแล้ว
เราสามารถสังเกตความอ้วนได้ด้วยตัวเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้
เส้นรอบเอว โดยวัดจากตำแหน่งที่ป่องที่สุด โดยผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว (80 ซม.) และผู้ชายไม่เกิน 36 นิ้ว (90 ซม.)
เซลลูไลท์ ถ้ามีการสะสมไขมันในชั้นใต้ผิวหนังมาก ๆ
(โดยสามารถพองตัวได้ถึง 200 เท่า)
จะทำให้มีลักษณะผิวเหมือนเปลือกส้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง
ซึ่งผิวบอบบางกว่าผู้ชาย
อัตราส่วนระหว่างเอวกับสะโพก (Waist Hip Ratio, WHR) ทำได้โดยการวัดรอบเอวเปรียบเทียบกับรอบสะโพก
ในผู้หญิงไม่ควรเกิน 0.85 และผู้ชายไม่ควรเกิน 1
ภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic X Syndrome)
เป็นภาวะที่เกิดจากการกินแป้งและน้ำตาลมากเกินไป
และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคทางเมตาบอลิกต่าง ๆ เช่น เบาหวาน
หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีการวินิจฉัยตามเกณฑ์ โดยต้องมีลักษณะ 3 ใน 5 ข้อดังต่อไปนี้
เส้นรอบเอวมากกว่า 80 ซม. และ 90 ซม. ในผู้หญิง และผู้ชายตามลำดับ
มีความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท
หรือได้รับยารักษาความดันโลหิต
มีระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
หรือเป็นผู้ที่เป็นไขมันสูงและได้รับยาลดไขมัน
มีระดับไขมันชนิดดีน้อยกว่า 50 และ 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สำหรับผู้หญิงและผู้ชายตามลำดับ
มีระดับน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
หรือเป็น ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

เลิกพฤติกรรมทำให้อ้วน
กินตามอารมณ์ ไม่ว่าจะเครียด เศร้า ดีใจ เสียใจ
กินแต่ของสำเร็จรูป อาหารจานด่วน เนื่องจากมีไขมัน แป้ง และน้ำตาลสูง
กินของว่างทั้งวัน กินไป ดูทีวีไป
กินตามกระแส ตามนักชิม
กินอาหารบุฟเฟ่ต์เป็นประจำ และกลัวกินไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป
กินออกสังคม ออกงานเลี้ยงบ่อย (กินมาก กินนาน)
กินเร็ว เพราะปกติแล้วเราจะอิ่มได้ภายใน 20 นาที
แต่ถ้ากินเร็วมาก ก็จะได้รับอาหารเกินกว่าปกติ
อย่าอดอาหารเพื่อลดความอ้วน
คนทั่วไปมักจะคิดว่าการลดความอ้วนที่ดีที่สุดคือการอดอาหาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นเพศหญิง
ซึ่งกลัวอ้วนเลยกินอาหารน้อยเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ
บางคนถึงขั้นโรคจิตที่เรียกว่า โรคคลั่งผอม
ที่พบมากในหมู่ดารา นางแบบ หรือนักร้อง โดยโรคนี้จะทำให้เกิดอัตราเสียชีวิตได้ถึง 9
เท่าของคนปกติ
การอดอาหารเพียงอย่างเดียว
เมื่อไขมันเริ่มลดขนาดลง (ไม่ได้ลดจำนวนลง)
ร่างกายก็จะไปสลายกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานแทน
ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเหลวและเหี่ยว แต่เมื่อเกิดพื้นที่ว่างจากกล้ามเนื้อที่หายไป
และหากกลับไปรับประทานอาหารเหมือนเดิม
ร่างกายก็จะเริ่มสะสมไขมันได้อีกครั้งอย่างง่ายดายในพื้นที่ร่างกายที่ว่างเปล่าจากการขับไล่ไขมันออกไปแล้ว และกล้ามเนื้อที่หดตัวลงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โยโย่ (YoYo
Effect) กลับมาอ้วนได้เหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิม

ดัชนีน้ำตาล (Glycemic index, GI)
เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
หลังจากที่กินอาหารชนิดนั้น ๆ 1-2 ชั่วโมง อาหารที่มี GI สูง
จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงเร็วกว่าอาหารที่มี GI ต่ำ โดยค่าดัชนีน้ำตาลนี้จะเปรียบเทียบกับค่าอาหารอ้างอิง
"น้ำตาลกลูโคส" ที่ 100 ดังนี้
อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงมากกว่า 70 เช่น ข้าวขัดขาว
ขนมปังขาว มันฝรั่งทอด ไอศกรีม ผลไม้อบแห้ง น้ำอัดลม
อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลาง 55-70 เช่น ข้าวกล้อง
มันเทศ ข้าวโพดต้ม ก๋วยเตี๋ยว พาสต้าต่าง ๆ
อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลน้อยกว่า 55 เช่น ผัก
และอาหารที่มีเส้นใยสูง ขนมปังโฮลวีท โยเกิร์ตไขมันต่ำ มะม่วงดิบ
การกินอาหารที่มีค่า GI ต่ำจะช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เป็นผลให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น
ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อลดความอ้วน
กินอาหารช้า ๆ เคี้ยวหลาย ๆ ครั้งแล้วค่อยกลืน ซึ่งจะทำให้กินน้อยลง
แต่อิ่มเท่าเดิม
ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ
ละไม่ต่ำกว่า 30 นาที
ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล รวมไปถึงข้าวหรือขนมปังขัดขาว และน้ำอัดลม
รับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ
รับประทานอาหารเสริมเพิ่มกากใยอาหาร
สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที
คุณ วราพร แคล้วศึก โทร. 0859083178
อีเมล์ pannfit@gmail.com